แชทตรง
กับเจ้าหน้าที่
คลิ๊กเลย
X

ทต.หนองโบสถ์
อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์
เทศบาลตำบลหนองโบสถ์
สถานที่สำคัญ-ท่องเที่ยว
จุดชมวิวผาแดง

จุดชมทิวทัศน์ผาแดง เขตรอยต่อบุรีรัมย์-สระแก้ว เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาชมทะเลหมอก สัมผัสอากาศหนาวบนหน้าผาสูง และยังมีถ้ำค้างคาวและน้ำตก 3 ชั้นให้เที่ยวชมเมื่อมองลงมาจะเห็นตัวหมู่บ้านใหม่ไทยถาวร กิจกรรมท่องเที่ยวได้แก่ ชมทิวทัศน์ ถ่ายภาพ การเดินทางจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติตาพระยา ไปทางอำเภอโนนดินแดง ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ถึงจุดตรวจตำรวจชายแดนแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร

ในช่วงวันหยุดยาวสัปดาห์มักมีนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดบุรีรัมย์และจากต่างจังหวัดพาครอบครัวเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาว ชมทะเลหมอกปกคลุมผืนป่ากว้างใหญ่ของเทือกเขาบรรทัดและป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ บนลานหินหน้าผาสูงจุดชมวิว “ผาแดง” ซึ่งเป็นเขตติดต่อระหว่าง ต.ทับลาด อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว กับบ้านหนองเสม็ด ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ลำนางรอง กำลังจะพัฒนาปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น หาดทรายเทียมเขื่อนลำนางรอง ปราสาทหนองหงส์ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ป่าระเริงร้อยรู เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ และอนุสาวรีย์เราสู้ อนุสรณ์สถานวีรชนผู้กล้า

สนามฟุตบอลช้างอารีนา (Chang Arena)

สนามฟุตบอลช้างอารีนา (Chang Arena) เป็นสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หรือทีมปราสาทสายฟ้า อีกทั้งยังเป็นสนามฟุตบอลมาตรฐานฟีฟ่า สามารถจุผู้ชมได้มากที่สุดถึง 32,600 ที่นั่ง โดยตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

สนามฟุตบอลช้างอารีนา (Chang Arena) เป็นสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐานแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ไม่มีลู่วิ่งคั่นสนาม โดยได้ผ่านมาตรฐานระดับโลกจากสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ, มาตรฐานสนามกีฬาระดับเอจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย และสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียนอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังตั้งอยู่ใกล้กับสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ซึ่งเป็นสนามแข่งรถมาตรฐานสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของช้าง อารีน่า ใจกลางเมืองบุรีรัมย์ ใกล้สนามบินบุรีรัมย์ ทำให้เมืองบุรีรัมย์ได้กลายเป็นเมืองแห่งการกีฬาเต็มรูปแบบอย่างแท้จริง

 

การเดินทางไปยังสนามฟุตบอลช้างอารีนา
การเดินทางจากตัวเมืองบุรีรัมย์ไปยังสนามฟุตบอลช้างอารีนา (Chang Arena) สามารถเดินทางได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น

รถยนต์ส่วนตัว: จากตัวเมืองบุรีรัมย์ ใช้เส้นทางถนนหมายเลข 2445 เพื่อเข้าสู่สนามฟุตบอลช้างอารีนา
รถสองแถว: รถสองแถวสาย 1 (สีชมพู) โดยเส้นทางเริ่มจากสถานีรถไฟบุรีรัมย์-ชลประทานบุรีรัมย์ ขับผ่านหน้าสนามฟุตบอลช้างอารีนา
หรือหากเดินทางจากกรุงเทพก็สามารถเดินทางได้หลายวิธีเช่นเดียวกัน

การเดินทางโดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง ระยะทาง 410 กิโลเมตร
การเดินทางโดยรถประจำทาง มีทั้งรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศ โดยใช้สายกรุงเทพฯ–บุรีรัมย์ ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง 
การเดินทางโดยรถไฟ สามารถเลือกเดินทางได้ 2 เส้นทางคือ สายกรุงเทพฯ–อุบลราชธานี และนครราชสีมา–อุบลราชธานี ลงที่สถานีบุรีรัมย์ทุกขบวน
การเดินทางโดยเครื่องบินลงที่ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ โดยใช้เวลาจากสนามบินบุรีรัมย์ถึงสนามฟุตบอลช้างอารีนาเพียง 35 นาทีเท่านั้น
 

มองหาโรงแรมและที่พักใกล้สนามฟุตบอลช้างอารีนา
หากคุณกำลังมองหาโรงแรมและที่พักใกล้สนามฟุตบอลช้างอารีนา ไว้สำหรับพักผ่อนคลายจากการเดินทางอันเหนื่อยล้าหรือพักผ่อนระหว่างการแข่งขันกีฬาแล้วล่ะก็แวะมาพักที่โรงแรมฮ็อป อินน์ บุรีรัมย์ ที่ตั้งอยู่ห่างจากสนามฟุตบอลช้างอารีนา เพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น

โรงแรมฮ็อป อินน์ บุรีรัมย์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบุรีรัมย์ โรงแรมและที่พักใกล้สนามฟุตบอลช้างอารีนาให้บริการห้องพักราคาประหยัดได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอนที่นุ่มสบาย บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงฟรี พร้อมที่จอดรถกว้างขวาง เหมาะสำหรับการพักผ่อนสำหรับทริปธุรกิจหรือทริปพักผ่อนของคุณ

วัดป่าเขาน้อย

พระบรมธาตุเจดีย์ศรีสุวจนคุณานุสรณ์ (วัดป่าเขาน้อย) เป็นวัดป่ากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตที่ได้พัฒนาขึ้นตามปณิธานของพระโพธิธรรมจารย์เถร หรือหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ อดีตเจ้าอาวาสและวิปัสสนาจารย์เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนทั่วไป บริเวณโดยรอบวัดมีสภาพเป็นป่าเขาจึงเหมาะแก่การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน นอกจากนั้นยังมี พระบรมธาตุเจดีย์ศรีสุวจคุณานุสรณ์ ซึ่งมีรูปทรงคล้ายกับปราสาทหินในสมัยขอม มีความสูงกว่า 31 เมตร ภายในเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นที่ปฏิบัติภาวนาและมีส่วนที่แสดงภาพประวัติของหลวงปู่สุวัจน์ ชั้นสองเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนและเก็บอัฐบริขารของหลวงปู่สุวัจน์ ไว้ให้ประชาชนได้สักการะ โดยหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน ได้มาเป็นประธานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ เจดีย์ศรีสุวจคุณานุสรณ์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2550

เพลา เพลิน บุรีรัมย์

พ ลา เพลิน จังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งเปิดเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ไปที่มาพร้อมกับความสนุกและบันเทิง ให้เราได้รื่นรมย์ชมดอกไม้ตามฤดูกาลหลากสีสัน รวมทั้งพันธุ์ไม้สวยงามต่างๆ ที่อุทยานไม้ดอกเพ ลา เพลิน ซึ่งจัดแสดงในโรงเรือนทั้ง 6  หลัง อุทยานไม้ดอกแห่งนี้ ยังถือว่าเป็นอุทยานไม้ดอกแห่งแรกในเขตพื้นที่ภาคอีสานใต้อีกด้วย

เพ ลา เพลิน ตั้งอยู่อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ห่างจากตัวอำเภอเมืองมาประมาณ 32 กิโลเมตร พื้นที่ภายในถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ  เพ ลา เพลิน บูติครีสอร์ท  และ อุทยานไม้ดอกเพ ลา เพลิน ด้านหน้าเป็นส่วนของโซนต้อนรับจะมีพื้นที่ขายบัตรเข้าชมอุทยานไม้ดอก สำหรับค่าเข้าตามภาพค่ะ  โดยมีรถรางนำเข้าไปในพื้นที่ในส่วนของอุทยานดอกไม้ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังจากนั้นเดินชมไปยังโรงเรือนต่างๆซึ่งเชื่อมต่อกัน

 

สวนคุณปู่

“สวนคุณปู่” แหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนที่บ้านไทรโยง ต.สะแกโพรง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ช่วงวันหยุดยาวกันอย่างคึกคัก  

โดยภายในสวนคุณปู่ดังกล่าวก็จะมีทั้งร้านกาแฟที่ตกแต่งแบบสไตล์บ้านๆ ทั้งยังมีซุ้มสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้นั่งรับประทานอาหาร จิบกาแฟ และเครื่องดื่มกันแบบชิลๆ ท่ามกลางบรรยากาศลมเย็นสบายล้อมรอบไปด้วยท้องทุ่งนาต้นข้าวที่กำลังเจริญงอกงามเขียวขจี  นอกจากนั้นยังมีสะพานแขวนจำลอง และสะพานไม้ทอดยาวไปตามคันนา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เซลฟี่กันอีกด้วย  ก็สร้างความผ่อนคลายและความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่พาครอบครัวมาเที่ยวพักผ่อนเป็นอย่างมาก

ซึ่งสวนคุณปู่แห่งนี้ ได้เปิดให้เข้าชมฟรีไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ แต่จะมีร้านกาแฟ เครื่องดื่ม  และร้านอาหารของคนในท้องถิ่นมาตั้งขายให้กับนักท่องเที่ยว  เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน   หากใครสนใจสามารถเดินทางเที่ยวพักผ่อนได้ เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์เพียง 14 กิโลเมตร  โดยจะเปิดให้เข้าเที่ยวชมฟรีทุกวัน 

ภูเขาไฟกระโดง

ตั้งอยู่บ้านน้ำซับ ตำบลเสม็ด เป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว แต่ยังปรากฎปากปล่องภูเขาไฟที่เห็นได้ชัดเจน มีความสูง 265 เมตร จากระดับน้ำทะเล แต่เดิมภูเขาลูกนี้ชื่อ “พนมกระดอง” เป็นภาษาเขมร แปลว่า ภูเขากระดอง (เต่า) เพราะมีลักษณะคล้ายกระดองของเต่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าภูเขาไฟกระโดง มีสิ่งน่าสนใจ ได้แก่ พระสุภัทรบพิตร พระพุทธรูปปางสมาธิสีทององค์ใหญ่ ประดิษฐานอยู่บนยอดเขากระโดง บริเวณด้านหน้าองค์พระมีลานกว้าง สามารถชมทิวทัศน์ตัวเมืองบุรีรัมย์ได้อย่างชัดเจน ปากปล่องภูเขาไฟกระโดง มีอายุประมาณ 300,000-900,000 ปี ปัจจุบันมีสภาพเป็นแอ่งน้ำ มีเส้นทางเดินชมรอบปล่อง และมีสะพานแขวนให้เดินชมได้จากมุมสูง บันไดนาคราช เป็นทางเดินขั้นบันไดปูนจากเชิงเขากระโดงขึ้นไปยังยอดเขา เพื่อสักการะ พระสุภัทรบพิตร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 มีจำนวน 297 ขั้น ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี จะมีงานประเพณีขึ้นเขากระโดง นอกจากนี้ยังมีทางรถยนต์ให้ขับขึ้นไปถึงยอดเขาได้เช่นกัน

เสาหินบะซอลต์

เสาหินบะซอลต์ ภูเขาไฟ นี้ ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 7 ไร่ ลึกกว่า 20 เมตร ของบริเวณแหล่งกักเก็บน้ำหลุมหิน บ้านโคกม่ะค่าโหรน ใน ตำบลสะเดา อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เรียกได้ว่าเป็นเสาหินบะซอลต์ แท่งขนาดใหญ่ ที่มีความสมบูรณ์และงดงามมากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยผนังของหินนั้น จะมีลักษณะคล้ายกับแนวแท่งหิน Gerduberg Cliff ของ ประเทศไอซ์แลนด์ นั่นเอง
การเกิด เสาหินบะซอลต์ ภูเขาไฟ ซึ่ง เสาหินบะซอลต์ นั้น จะเกิดจาก โครงสร้างของหินอัคนีที่แตกแยกเป็นแท่งยาวคล้ายกับเสา แล้วตั้งเรียงติดต่อขนานกัน โดยมีขนาดที่เท่าๆ กัน และเป็นรูปทรงเรขาคณิต ในแต่ละเสาก็จะมีหน้าตัดเป็นรูปเหลี่ยมๆ โดยทั่วไปแล้ว มักจะพบเป็นรูปสี่เหลี่ยมถึงหกเหลี่ยมนั่นเอง เพราะเกิดจากการเย็นตัวและแข็งตัวของหินหนืดหรือลาวา ในขณะที่เย็นตัวก็จะมีการหดตัวเกิดขึ้น เลยทำให้เกิดเป็นรอยแยกรูปเสาขึ้นมาแบบที่เราเห็น ดูเหมือนจะคล้าย ๆ กับแกรนด์แคนยอนแต่การเกิดแตกต่างกันโดนสิ้นเชิงเลย แนะนำให้มาช่วงเช้านะแสงจะสวย และแดดไม่ร้อน แถวนี้มีร้านค้าขายอาหารและน้ำดื่ม ไม่เสียค่าเข้าชมนะ

ถนนคนเดินเซาะกราว

ถนนคนเดิน เซราะกราว หรือ เซราะกราว วอล์คกิ่ง สตรีท เป็นถนนคนเดินของชาวบุรีรัมย์ เปิดตลาด เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2557 ที่บริเวณถนนรมย์บุรี ตั้งแต่หน้าเทศบาลเมืองถึงหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัด ใกล้กับคลองละลมโบราณลูกที่ 1 สำหรับนักท่องเที่ยวได้จับจ่ายใช้สอยสินค้าต่างๆ มากมายหลากทั้งอาหาร การกิน เสื้อผ้า เครื่องใช้ไม้สอย สินค้าพื้นเมือง และอีกมาก ส่วนหนึ่งเพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบุรีรัมย์ได้มีพื้นที่สำหรับจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม สินค้าพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนของฝากของที่ระลึก เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้ชาวบุรีรัมย์ รวมถึงทำให้เศรษฐกิจของบุรีรัมย์เฟื่องฟูตามไปด้วย นอกจากนั้นแล้วยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบุรีรัมย์ เป็นศูนย์กลางของการแสดงศิลปหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวบุรีรัมย์ และที่ลานไทรด้านข้างละลม มีการแสดงศิลปวัฒนธรรม ดนตรี ผลัดเปลี่ยนกันไป หลากหลาย ถนนคนเดิน เซราะกราว ถือเป็นแห่งแรกของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีสินค้าหลายหลายประเภท เช่น สินค้าหัตถกรรม, เครื่องประดับ, สิ่งประดิษฐ์ , ของที่ระลึก ,อาหารปรุงสำเร็จ ,อาหารการกินคาวหวาน, เครื่องดื่ม ตลาดสีเขียว, เสื้อผ้า ,สินค้าเบ็ดเตล็ด เช่น ถ่ายรูป วาดรูปเหมือน เป็นต้น มาจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวและชาวบุรีรัมย์ได้ช้อปกันให้จุใจ

วัดเขาพระอังคาร

แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว คือ “ปราสาทหินพนมรุ้ง” แต่วันนี้อยากแนะนำอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลกันและควรค่าแก่การไปชม นั่นก็คือ “วัดเขาพระอังคาร”

“วัดเขาพระอังคาร” ตั้งอยู่ที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ไม่ไกลจากเขาพนมรุ้ง ตัววัดตั้งอยู่บนยอดเขาพระอังคารซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว

ก่อนอื่นขอเล่าถึงลักษณะของเขาพระอังคาร ภูเขาลูกนี้เป็นเนินเขาฐานกว้าง เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟในยุคควอเทอร์นารีเมื่อประมาณ 700,000 ปีมาแล้ว หากมองจากที่สูงจะเห็นเป็นรูปพญาครุฑที่กำลังกระพือปีกหรือคว่ำหน้าหันหัวไปทางทิศใต้ โดยมีปากปล่องใหญ่อยู่ที่เขากระดูกซึ่งเป็นจุดสูงสุด เกิดจากหินหลอมละลายปะทุออกมาแล้วเย็นตัวอย่างรวดเร็ว จึงพอกสะสมตัวในทางดิ่ง กลายเป็นเนินเขาสูงชันแบบ Plug Dome รอบเขากระดูกเป็นแอ่ง Caldera ซึ่งเกิดจากการทรุดถล่มของปากปล่องภูเขาไฟ โดยเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุดในประเทศไทย และวัดเขาพระอังคารตั้งอยู่ตรงขอบของแอ่งนี้ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 320 เมตร

ก่อนที่จะมีการสร้างวัดเขาพระอังคารขึ้นในบริเวณนี้ มีหลักฐานว่าที่นี่เคยเป็นพุทธสถานมาแต่โบราณ โดยได้พบโบราณวัตถุคือใบเสมาหินบะซอลต์สมัยทวารวดีซึ่งพบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยตั้งอยู่รอบอุโบสถ ใบเสมาเหล่านี้มีภาพสลักรูปบุคคล สถูป ดอกบัว และธรรมจักร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 อายุประมาณ 1,300 ปี

อีกทั้งในประวัติลายแทงธาตุพนมกล่าวว่าเมื่อ พ.ศ.8 มีการนำพระอังคารธาตุ (เถ้ากระดูก) ของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานที่เขาลูกนี้ จนถึง พ.ศ. 2520 พระอาจารย์ปัญญา วุฒิโธ จึงได้มาสร้างวัดบนยอดเขา และนำพระอังคารธาตุขึ้นบรรจุในสถูปบนยอดของอุโบสถที่สร้างขึ้นโดยนำศิลปะสมัยต่างๆ มาผสมผสานกันภายในบริเวณวัด

เมื่อมาถึงยังวัดจะมองเห็นอุโบสถที่ประยุกต์จากสถาปัตยกรรมหลายสมัย เป็นพระปรางค์ที่มียอดเจดีย์ 3 องค์บนฐานเดียวกัน มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ตามมุมและซุ้มทิศต่างๆ เมื่อเข้าไปภายในกราบพระประธานก็จะได้รับบรรยากาศอันเงียบสงบ มองไปรอบๆ ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธชาดกที่มีความพิเศษคือมีตัวอักษรบรรยายเรื่องราวเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ชาวต่างชาติที่มาเยือนได้พอเข้าใจว่าแต่ละภาพเล่าถึงเรื่องราวอะไร

บริเวณรอบๆ อุโบสถมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยจำนวน 108 องค์ ตั้งเรียงรายล้อมรอบอุโบสถไว้ อีกทั้งยังมีใบเสมาหินทรายสลักภาพบุคคล สถูป ดอกบัว และธรรมจักรสมัยทวารวดี 8 คู่ ตั้งไว้รอบๆ โบสถ์ ในวิหารหลังหนึ่งด้านข้างพระอุโบสถประดิษฐานพระคันธารราษฎร์และรอยพระพุทธบาทจำลอง

ขณะที่บริเวณลานสนามกลางแจ้งหน้าวัดมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ (พระพุทธรูปนอน) ขนาดใหญ่ สร้างด้วยงานพุทธศิลป์รูปแบบเฉพาะตัว เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของเขาอังคารให้ผู้ที่มาเยือนได้สักการะกัน

ผู้ที่อยากเดินทางมาชมและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัด สามารถเดินทางมาได้โดยจากบุรีรัมย์ใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-นางรอง-บ้านตะโก-บ้านตาเป็ก ซึ่งเป็นทางเดียวกับไปปราสาทหินพนมรุ้ง เมื่อเดินทางถึงบ้านตาเป็ก เลี้ยวขวาตามทางไปอำเภอละหานทรายประมาณ 13 กิโลเมตรจะพบทางแยกขวาไปวัดเขาอังคารอีก 7 กิโลเมตร โดยเขาพระอังคารอยู่ห่างจากปราสาทหินพนมรุ้งไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร

ปราสาทพนมรุ้ง

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง


ปราสาทพนมรุ้ง เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง ในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ สร้างขึ้นโดยมีรูปแบบศิลปะเขมรโบราณที่มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ความงดงามและความยิ่งใหญ่ของปราสาทแห่งนี้ ปรากฏให้เห็นจากรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ภาพสลัก การเลือกทำเลที่ตั้งบนยอดเขาซึ่งมีแผนผังตามแนวแกนที่มีองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้างต่างๆ เรียงตัวกันเป็นแนวเส้นตรงพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลาง คือ ปราสาทประธาน

ปราสาทพนมรุ้งเป็นที่รู้จักของชาวท้องถิ่นเป็นอย่างดี โดยมีนิทานพื้นบ้านเรื่อง “อินทรปรัสถา” กล่าวถึงคู่พระคู่นางซัดเซพเนจรมาพบที่พักพิงซึ่งเป็นปราสาทหินรกร้างงดงามอยู่กลางป่าเขา แต่สำหรับบุคคลภายนอก ปราสาทแห่งนี้เป็นที่รู้จักครั้งแรกจากบันทึกของนายเอเตียน เอมอนิเยร์ (Etienne Aymonier) ชาวฝรั่งเศส ในปีพุทธศักราช 2428 ตีพิมพ์เป็นบทความในปี พุทธศักราช 2445

ปีพุทธศักราช 2449 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จมาที่ปราสาทพนมรุ้ง คราวเสด็จมณฑลอีสาน และเสด็จอีกครั้งในปี พุทธศักราช 2472 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พุทธศักราช 2478

และปีพุทธศักราช 2503 – 2504 ได้ดำเนินการสำรวจปราสาทพนมรุ้งอีกครั้ง ต่อมาในปี พุทธศักราช 2514 ได้เริ่มดำเนินการบูรณะปราสาทพนมรุ้ง ด้วยวิธี “อนัสติโลซิส” (Anastylosis คือการนำชิ้นส่วนของปราสาทกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม) และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน

ชื่อของปราสาทพนมรุ้ง เป็นชื่อดั้งเดิมของโบราณสถานแห่งนี้ คำว่า พนมรุ้ง ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกพนมรุ้ง หลักที่ 2 หลักที่ 4 และ K.1090 จารึกว่า พนมรุ้งเป็นชื่อเทวสถานที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีที่ดิน หมู่บ้าน เมือง ซึ่งมีผู้ปกครองหรือข้าราชการได้จัดหามาถวายในลักษณะเป็นกัลปนาของเทวสถาน

จากหลักฐานทางด้านศิลาจารึกและงานศิลปกรรมที่ปรากฏ กล่าวได้ว่า ปราสาทพนมรุ้งสร้างขึ้นในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย นิกายปศุปตะ โดยนับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด ศิลาจารึกพนมรุ้งหลักที่ 7 และหลักที่ 9 มีเนื้อความเริ่มต้นเป็นบทสรรเสริญพระศิวะ ศิลาจารึกบางหลักกล่าวถึงการสร้างศิวลึงค์ สร้างรูปทองคำของพระศิวะในท่าฟ้อนรำ สร้างรูปทองคำของพระวิษณุขึ้นในเรือนของพระศิวะ

ปราสาทแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยที่ประทับของพระศิวะ พระองค์มีที่ประทับอยู่บนเขาไกรลาส ดังนั้นการสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นบนยอดเขา จึงเป็นการสะท้อนถึงการจำลองที่ประทับของพระศิวะมาไว้บนโลกมนุษย์

อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของปราสาทพนมรุ้ง ไม่ได้สร้างขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียวกัน ในช่วงแรกได้มีการสร้างศาสนสถานเพื่อเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อการนับถือศาสนาของชุมชนขึ้นครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ได้แก่ ปราสาทอิฐ 2 หลัง ที่ปัจจุบันอยู่ในสภาพพังทลายเหลือเพียงฐานและกรอบประตู หลังจากนั้นได้มีการก่อสร้างต่อเนื่องกันมาเป็นลำดับ โดยอาณาจักรเขมรโบราณ หรือผู้นำที่ปกครองชุมชน อันมีปราสาทพนมรุ้งเป็นศูนย์กลาง

ปราสาทพนมรุ้ง คงมีความสำคัญสืบเนื่องมาจนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พุทธศักราช 1511 - 1544) พระองค์ทรงนับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย เช่นเดียวกับพระราชบิดา (พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2) นอกจากจะมีพระราชโองการให้สร้างจารึกเพื่อสรรเสริญเกียรติคุณของพระราชบิดาแล้ว ยังทรงถวายที่ดินให้กับเทวสถานด้วย ในสมัยนี้เองเทวสถานบนเขาพนมรุ้งเป็นศูนย์กลางของชุมชนโดยรอบอย่างแท้จริง จากข้อความในจารึกที่พบที่ปราสาทพนมรุ้งแสดงให้เห็นว่าเทวสถานบนเขาพนมรุ้ง เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ คือ ศิวลึงค์ มีอาณาเขตกว้างขวาง มีที่ดินซึ่งพระเจ้าแผ่นดิน (พระเจ้าชัยวรมันที่ 5) และข้าราชการระดับต่าง ๆ ถวายหรือซื้อถวายให้กับเทวสถาน พร้อมกับมีพระราชโองการให้ปักหลักเขตที่ดินขึ้นกับเทวสถานเขาพนมรุ้ง พร้อมกับการสร้างเมือง สร้างอาศรมให้กับโยคี และนักพรตด้วย

ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ได้มีการก่อสร้างปราสาทประธานขึ้น จากการศึกษาศิลาจารึกพนมรุ้งหลักที่ 7 และหลักที่ 9 กล่าวว่าปราสาทประธานสร้างขึ้นในสมัย “นเรนทราทิตย์” ท่านเป็นโอรสของพระนางภูปตีนทรลักษมี เป็นผู้มีสติปัญญาหลักแหลม มีความสามารถในการรบ ได้เข้าร่วมกับกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นจากศึกสงคราม นเรนทราทิตย์คงได้รับความดีความชอบเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของราชวงศ์มหิธรปุระ ทรงได้ดำเนินการสร้างปราสาทหลังใหญ่ขึ้นประดิษฐานรูปเคารพ สร้างงานศิลปกรรมปรากฎเป็นงานสลักตามส่วนต่างๆ ที่ล้วนแต่แสดงให้เห็นว่า มีความประสงค์ที่จะสร้างเทวสถานแห่งนี้เป็นเทวาลัยของพระศิวะ มีศิวลึงค์เป็นองค์ประธานและยังมีการนับถือเทพองค์อื่น ๆ แต่อยู่ในสถานะเทพชั้นรอง นอกจากนี้ข้อความที่ปรากฏขึ้นในจารึกยังแสดงให้เห็นว่า นเรนทราทิตย์ ได้สร้างปราสาทแห่งนี้เพื่อประดิษฐานรูปเคารพของตนเอง เพื่อเตรียมไว้สำหรับการเข้าไปร่วมกับเทพที่ทรงนับถือหลังจากสิ้นพระชนม์ ความเลื่อมใสศรัทธาอันแรงกล้าต่อศาสนา ทำให้ท่านออกบรรพชาถือองค์เป็นนักพรตจวบจนวาระสุดท้าย ข้อความที่ปรากฏในจารึกพนมรุ้ง ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ท่านคงเป็นนักพรตในลัทธิไศวนิกาย ตามแบบนิกายปศุปตะที่มีการนับถือกันมาแล้วแต่เดิม โอรสของนเรนทราทิตย์ คือ หิรัณยะ เป็นผู้ให้จารึกเรื่องราวเพื่อสรรเสริญเกียรติคุณของพระบิดา และได้ให้ช่างหล่อรูปของนเรนทราทิตย์ด้วยทองคำ

สิ่งก่อสร้างสมัยสุดท้าย คือ บรรณาลัย และพลับพลา ซึ่งมีการก่อสร้างเพิ่มเติมซ่อมแซมขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 - 1763) มหาราชองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรเขมร พระองค์ทรงนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ทรงโปรดให้สร้างอโรคยศาล จำนวน 102 แห่ง และที่พักคนเดินทาง หรือธรรมศาลา จำนวน ๑๒๑ แห่ง ขึ้นในดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ ตามข้อความที่ปรากฏในจารึกปราสาทตาพรหม และจารึกปราสาทพระขรรค์ตามลำดับ โบราณสถานดังกล่าวนี้ ที่อยู่ใกล้เคียงปราสาทพนมรุ้ง ได้แก่ กุฏิฤๅษีโคกเมือง และกุฏิฤๅษีหนองบัวราย ซึ่งเป็นอโรคยศาล และปราสาทบ้านบุ เป็นที่พักคนเดินทางหรือธรรมศาลา